ใช้มังคุด เป็นยา

โดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ฉบับประจำวันที่ 3 มีนาคม 2554

 

มังคุด...นอกจากเป็นผลไม้ที่มีรสอร่อย ผู้คนในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังใช้เป็นยา มังคุดเป็นพืชพื้นเมืองในป่าดิบชื้น ซึ่งเคยมีความพยายามนำพันธุ์มังคุดไปในปลูกในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของโลก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อเทียบกันแล้ว มังคุดบ้าน เรามีรสชาติดี ไม่เปรี้ยวจัด เนื้อมาก เมล็ดเล็ก เปลือกบาง และสามารถใช้เป็นทั้งอาหารและยาเหมือนพืชพรรณอื่นๆ ดังคำกล่าวที่ชัดเจนของหมอยาโบราณว่า “โรคเกิดขึ้นที่ไหน ที่นั่นย่อมมียารักษาโรคนั้นๆ เกิดอยู่ด้วย”

ตำรับยาโบราณที่ใช้มังคุดในประเทศแถบนี้ มักเป็นการนำเปลือกแห้งมาฝน บด หรือต้ม เพื่อใช้แก้ท้องเสีย บิด หรือทำเป็นยาล้างแผลและทาแผลเน่าเปื่อยเป็นหนอง

หมอยาไทยสายอายุรเวชอธิบายว่า เปลือกมังคุดอยู่ ในกลุ่มยารสฝาด จึงมีสรรพคุณในการสมานแผลโดยตรง ดังคำคล้องจองจับคู่ระหว่างรสชาติสรรพคุณของยาสมุนไพรที่หมออายุรเวชท่องกัน ขึ้นใจคือ “ฝาดสมาน หวานซึมซาบ เมาเบื่อแก้พิษ โลหิตชอบขม เผ็ดร้อนแก้ลม มันแก้เส้นเอ็น รสเย็นบำรุงหัวใจ เค็มซึมซาบ เปรี้ยวปราบเสมหะ”

ความรู้พื้นบ้านเกี่ยวกับคุณสมบัติ “ฝาดสมาน” ของมังคุด ได้รับการต่อยอดอย่างกว้างขวางในแวดวงวิทยาศาสตร์ของประเทศต่างๆ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ในมังคุดมี สารประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ชนิดหนึ่ง เรียกว่า แซนโทนส์ (Xnthones) ลักษณะเป็นผลึกสีเหลืองใส มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านเนื้องอก ต้านภูมิแพ้ ต้านอักเสบ รวมทั้งต้านแบคทีเรียและไวรัสได้ด้วย ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบสารแซนโทนส์ในธรรมชาติแล้วกว่า 200 ชนิด โดยในมังคุดพบแซนโทนส์มากกว่า 40 ชนิด

ในประเทศไทยมีการศึกษาวิจัยค้นหาความรู้เรื่องมังคุดจาก นักวิจัยหลายกลุ่มด้วยกัน แต่ที่ทำมานาน และเน้นการพัฒนาในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อขายเป็นสินค้า คือนักวิจัยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “Operation BIM” ซึ่งทำงานภายใต้ “ศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย” เมื่อปี พ.ศ. 2549 โดยได้รับทุนวิจัยหลักจากบริษัทเอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน)

ศาสตราจารย์ ดร. พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ทางด้านเคมีของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าทีมวิจัยโอเปอเรชันบิม ประธานกรรมการและซีอีโอของเอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ เริ่มจับงานวิจัยมังคุดใน ช่วงปี 2520 ขณะเป็นอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หลังจบปริญญาเอก สาขาเคมีอินทรีย์ จากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลียมาไม่นาน จากความตั้งใจเริ่มแรกคือ อยากหาพืชพื้นถิ่นภาคใต้มาทำเป็นงานวิจัย แล้วก็มาลงที่มังคุด เพราะยังไม่มีรายงานการทำวิจัยการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้อย่างจริงจัง เพราะมีงานวิจัยต่างประเทศกล่าวถึงประโยชน์ของสารแซนโทนส์ในมังคุด

อาจารย์พิเชษฐ์ได้สกัดแซนโทนส์ตัวหนึ่งออกมาจากมังคุด โดยกล่าวว่าเป็นแซนโทนส์ตัวที่ดีที่สุด และตั้งชื่อว่า GM-1 (GM ย่อมาจากชื่อวิทยาศาสตร์ของมังคุด คือ Garcinea mangostana จึงอาจเรียกเล่นๆ ได้ว่า สารมังคุด-1) จากนั้นส่ง GM-1 ไปทดสอบฤทธิ์ด้านต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานทำวิจัยหลายชิ้นร่วมกับอาจารย์และนักศึกษาที่ภาควิชา เภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เขาพบว่า สารตัวนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและระงับปวดได้ดีกว่าแอสไพริน 3 เท่า มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ไวรัส แก้แพ้ และต้านเชื้อมะเร็งในหลอดทดลอง เมื่อมีการทดลองใช้ GM-1 ปริมาณสูงในหนู พบว่าทำให้หนูมีอาการซึมเล็กน้อยจากฤทธิ์กดประสาท แต่ไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ จึงค่อนข้างปลอดภัย

อาจารย์พิเชษฐ์เริ่มทดลองทำเป็นครีมทาหน้ารักษาสิวใช้ในกลุ่มครอบครัว และเพื่อนฝูง และหลังจากนั้น 10 ปีได้ทำเป็นการค้าตั้งโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่มีมังคุดเป็นส่วนประกอบเมื่อปี พ.ศ. 2536 และทยอยผลิตเครื่องสำอางมังคุดออก มา ทั้งสบู่ล้างหน้า ครีมล้างหน้า ครีมบำรุงผิว ครีมกันแดด และตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อทำธุรกิจเต็มตัว แต่ไม่ประสบความสำเร็จทางการตลาด

แต่เขาก็ไม่ลดละ ยังมองเห็นว่า สารจากมังคุดน่าจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้ จึงปรุงสูตรยาแคปซูลขึ้นมาใหม่ โดยใช้ GM-1 จากมังคุด บวกกับสารสกัดจากพืชอีก 4 ชนิดคือ บัวบก ถั่วเหลือง งาดำ และฝรั่ง เป็นยาช่วยให้เม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันสมดุลมากขึ้น

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีคนนำแคปซูลดังกล่าวกับน้ำมังคุดไป ทดลองใช้กับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วพบว่าอาการดีขึ้น ทำให้ชีวิตช่วงสุดท้ายของผู้ป่วยอยู่ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น ผู้ป่วยจำนวนครึ่งหนึ่งสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าเวลาที่แพทย์บอก และหลายรายมีสุขภาพแข็งแรงจนถึงปัจจุบัน ทีมวิจัยจึงกลับมาหาคำอธิบายในห้องแล็บ และพบว่า ผลิตภัณฑ์สามารถเข้าไปกระตุ้นภูมิต้านทานต่อเซลล์มะเร็ง และทำให้อาการภูมิแพ้ลดลง

การค้นพบดังกล่าว ทำให้อาจารย์พิเชษฐ์เริ่มทำการวิจัย เพื่อยืนยันประสิทธิภาพการรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ที่แพทย์ลงความเห็นว่าจะมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 3 เดือน โดยทำการวิจัยใน 3 แห่ง กับผู้ป่วยแห่งละ 20 คน คือ ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย ศ.พญ. สุมิตรา ทองประเสริฐ ทำกับผู้ป่วยมะเร็งปอดขั้นสุดท้ายที่แพทย์ยุติการรักษาตามปกติ เนื่องจากไม่ตอบรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดและรังสีบำบัดแล้ว สอง ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์ Rex Duane Wilson อายุรแพทย์ที่ Mercy Medical Center เมือง Redding และสาม ที่อิตาลี โดย Dott. Prof. Aldo Demicheli จากหน่วยงาน Consorzio interuniversitario internazionale per lo Svilppo dell'Oncologia. โดยแห่งที่สองและสามทำกับผู้ป่วยที่ไม่ตอบรับการรักษาแผนปกติ หรือผู้ป่วยที่ใช้วิธีรักษาแบบทางเลือก

ทั้ง 3 แห่งทำการวิจัยโดยให้ผู้ป่วยใช้แคปซูลครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ร่วมกับการดื่มน้ำมังคุดวัน ละ 1 ซองทุกวัน และทดสอบว่าผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตอย่างไร รวมทั้งสามารถยืดเวลาชีวิตออกไปได้ยาวนานขึ้นหรือไม่ โดยใช้ตัวชี้วัดหลักคือ การตรวจระบบภูมิคุ้มกัน และตรวจค่าบ่งชี้มะเร็ง (CEA) ว่าลดลงหรือไม่

นอกจากนี้ยังได้ทำการวิจัย เพื่อศึกษากลไกทางภูมิคุ้มกันของ Operation BIM สำหรับมะเร็งด้วย โดย ศ.ดร. วัชระ กสิณฤกษ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวการแพทย์ เพื่ออธิบายว่าร่างกายของผู้ป่วยมะเร็งตอบรับกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างไร

นี่เป็นอีกก้าวของการทำงานโดยใช้พืชธรรมชาติจากมังคุด เพื่อใช้เป็นยารักษาโรค โดยผ่านกระบวนการศึกษาวิจัยและพัฒนาไปสู่การค้า และการคืนกำไรให้สังคม
........................
หมายเหตุ : เรียบเรียงจากข้อมูลทองใส ป่าก่อ

 

กลับหน้าหลัก

 

 
 
 

Copyright @ 2008 Asianlife Co., Ltd. Created by Globalgate Consulting Co., Ltd.